เรื่องย่อ วิถีงามความพอเพียง
ครูสั่งให้นักเรียนทุกคนแต่งเรียงความ เรื่องราวของบุคคลที่คิดว่าน่านับถือเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิต บุคคลนั้นเป็นใครก็ได้
ดวงฤทัยเริ่มคิดถึงคนที่ควรถือเป็นแบบอย่าง เช่น ดารานักร้องที่มีความประพฤติดี ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด คุณหมอ ตำรวจและคุณครู ดวงฤทัยจะเลือกใครมาเขียนเป็นเรียงความดี
เมื่อมองไปที่ห้องทำงานของแม่และพ่อ พ่อนั่งทำงานที่ค้างจากที่ทำงานและนำมาทำต่อที่บ้าน พ่อมักทำอย่างนี้เป็นประจำ วันหยุดพ่อมักซ่อมแซมเครื่องใช้ในบ้านหรือไม่ก็ชวนแม่และดวงฤทัยปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ บางทีพ่อก็ทำเครื่องจักสานพ่อว่าเงินเดือนพ่อไม่มากนักจะต้องรู้จักใช้และทำของกินของใช้เองบ้าง นอกจากจะประหยัดแล้วยังปลื้มใจด้วย ดวงฤทัยทำตามที่พ่อบอก
แม่สอนให้พิจารณาว่าสิ่งที่ล่อตาล่อใจคนอยากได้อยากซื้อมีมากมายและมีออกมาเรื่อยๆ จะซื้อต้องพิจารณาให้เหมาะกับฐานะและรายได้ “เราต้องไม่สุรุ่ยสุร่ายเก็บออมเงินเพื่อใช้ในอนาคตหรือเผื่อกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีเหลือมากพอก็ใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหรือไปทัศนศึกษาได้” พ่อไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน พ่อเล่าว่าสมัยพ่อหนุ่มๆ ใช้เงินไม่ระวังแต่พอแต่งงานกับแม่และมีลูกพ่อจึงตั้งใจดำเนินชีวิตให้สะอาดมากที่สุดให้มีชีวิตยืนยาว
พ่อใช้จักรยานขี่ไปทำงานและกลับบ้านตรงเวลา ยกเว้นพ่อมีธุระไปช่วยทำงานของหมู่บ้านแม่แต่งงานกับพ่อเมื่ออายุ 26 ปี แม่เป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัด เมื่อแต่งงานแม่ลาออกจากบริษัทเพื่อจะได้มีเวลาดูแลครอบครัว แม่หันมาทำขนมขายแม่ปรับปรุงขนมให้ชวนกินและแม่นำรายได้จากการขายขนมมาเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูก
พ่อแม่และดวงฤทัยจะใส่บาตรพร้อมกันทุกวันจันทร์ที่หน้าบ้านและไปทำบุญที่วัดในวันอาทิตย์ แม้จะตักบาตรที่หน้าบ้านแม่ก็สอนให้ดวงฤทัยอาบน้ำและแต่งกายให้เรียบร้อยก่อน เมื่อมีเวลาว่างพ่อจะไปช่วยงานที่วัด ดวงฤทัยคิดว่าวิถีชีวิตของพ่อแม่ของเธอเป็นแบบอย่างที่มีความสุข สงบ ไม่หรูหรมแต่ก็ไม่ขัดสนไม่เดือดร้อน ดวงฤทัยจึงตัดสินใจเขียนเรียงความเรื่อง วิถีงามความพอเพียง โดยนำชีวิตครอบครัวของเธอมาเป็นแบบอย่าง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายให้เห็นตัวอย่างการประพฤติปฏิบัติตนของคนในครอบครัว ซึ่งมีการดำเนินชีวิตงดงาม สอดคล้องตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องทฤษฎีและเศรษฐกิจพอเพียง คือ พึ่งตนเองได้ ดำรงชีวิตพอประมาณ ไม่เกียจคร้าน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือสังคมตามโอกาส พ่อแม่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของลูก ขยันขันแข็ง ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท วางแผนเพื่ออนาคต ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก อบรมสั่งสอนให้รู้จักความพอดี ภูมิใจในหน้าที่ของตน
ครูสั่งให้นักเรียนทุกคนแต่งเรียงความ เรื่องราวของบุคคลที่คิดว่าน่านับถือเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิต บุคคลนั้นเป็นใครก็ได้
ดวงฤทัยเริ่มคิดถึงคนที่ควรถือเป็นแบบอย่าง เช่น ดารานักร้องที่มีความประพฤติดี ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด คุณหมอ ตำรวจและคุณครู ดวงฤทัยจะเลือกใครมาเขียนเป็นเรียงความดี
เมื่อมองไปที่ห้องทำงานของแม่และพ่อ พ่อนั่งทำงานที่ค้างจากที่ทำงานและนำมาทำต่อที่บ้าน พ่อมักทำอย่างนี้เป็นประจำ วันหยุดพ่อมักซ่อมแซมเครื่องใช้ในบ้านหรือไม่ก็ชวนแม่และดวงฤทัยปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ บางทีพ่อก็ทำเครื่องจักสานพ่อว่าเงินเดือนพ่อไม่มากนักจะต้องรู้จักใช้และทำของกินของใช้เองบ้าง นอกจากจะประหยัดแล้วยังปลื้มใจด้วย ดวงฤทัยทำตามที่พ่อบอก
แม่สอนให้พิจารณาว่าสิ่งที่ล่อตาล่อใจคนอยากได้อยากซื้อมีมากมายและมีออกมาเรื่อยๆ จะซื้อต้องพิจารณาให้เหมาะกับฐานะและรายได้ “เราต้องไม่สุรุ่ยสุร่ายเก็บออมเงินเพื่อใช้ในอนาคตหรือเผื่อกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีเหลือมากพอก็ใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหรือไปทัศนศึกษาได้” พ่อไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน พ่อเล่าว่าสมัยพ่อหนุ่มๆ ใช้เงินไม่ระวังแต่พอแต่งงานกับแม่และมีลูกพ่อจึงตั้งใจดำเนินชีวิตให้สะอาดมากที่สุดให้มีชีวิตยืนยาว
พ่อใช้จักรยานขี่ไปทำงานและกลับบ้านตรงเวลา ยกเว้นพ่อมีธุระไปช่วยทำงานของหมู่บ้านแม่แต่งงานกับพ่อเมื่ออายุ 26 ปี แม่เป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัด เมื่อแต่งงานแม่ลาออกจากบริษัทเพื่อจะได้มีเวลาดูแลครอบครัว แม่หันมาทำขนมขายแม่ปรับปรุงขนมให้ชวนกินและแม่นำรายได้จากการขายขนมมาเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูก
พ่อแม่และดวงฤทัยจะใส่บาตรพร้อมกันทุกวันจันทร์ที่หน้าบ้านและไปทำบุญที่วัดในวันอาทิตย์ แม้จะตักบาตรที่หน้าบ้านแม่ก็สอนให้ดวงฤทัยอาบน้ำและแต่งกายให้เรียบร้อยก่อน เมื่อมีเวลาว่างพ่อจะไปช่วยงานที่วัด ดวงฤทัยคิดว่าวิถีชีวิตของพ่อแม่ของเธอเป็นแบบอย่างที่มีความสุข สงบ ไม่หรูหรมแต่ก็ไม่ขัดสนไม่เดือดร้อน ดวงฤทัยจึงตัดสินใจเขียนเรียงความเรื่อง วิถีงามความพอเพียง โดยนำชีวิตครอบครัวของเธอมาเป็นแบบอย่าง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายให้เห็นตัวอย่างการประพฤติปฏิบัติตนของคนในครอบครัว ซึ่งมีการดำเนินชีวิตงดงาม สอดคล้องตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องทฤษฎีและเศรษฐกิจพอเพียง คือ พึ่งตนเองได้ ดำรงชีวิตพอประมาณ ไม่เกียจคร้าน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือสังคมตามโอกาส พ่อแม่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของลูก ขยันขันแข็ง ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท วางแผนเพื่ออนาคต ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก อบรมสั่งสอนให้รู้จักความพอดี ภูมิใจในหน้าที่ของตน
การอ่านจับใจความสำคัญและการอ่านคิดวิเคราะห์
การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้ และพัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิด
ความรู้แล้วยังก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดใน
การดำเนินชีวิต การอ่านจึงเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่างๆ การอ่านที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแล้วจับใจความได้ สรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้
ปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียน คือ อ่านแล้วจับใจความสำคัญไม่ได้ ไม่สามารถสรุปประเด็นได้
ไม่สามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ไม่สามารถแยกใจความสำคัญกับใจความรองได้ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่างๆด้วย
การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วน
ใจความสำคัญ และส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่อง
ใจความสำคัญของเรื่อง คือ ข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด
ข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่งจะมีใจความสำคัญที่สุด เพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิดสำคัญ ของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือ ความคิดหลัก ของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญก็คือ สิ่งที่เป็นสาระที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั่นเอง ใจความสำคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้
จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้ามากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสำคัญไว้ก่อน แล้วจึงขยายรายละเอียดให้ชัดเจน รองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้า โดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลัง
สำหรับจุดที่พบใจความสำคัญยากขึ้นก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความสังเกตและพิจารณาให้ดี ส่วนจุดที่หาใจความสำคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวมๆกันในย่อหน้าก็ได้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาเอง
แนวการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มีแนวทางดังนี้
- ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อบอกเจตนาของผู้เขียน เพราะจะเป็นแนวทางกำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคำตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้หนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่อ่านได้ กว้างขวางและรวดเร็ว
- ทำความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารคดี ตำรา บทความ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้มีแนวทางอ่านจับใจความสำคัญ ได้ง่าย
- ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำ ประโยค และข้อความต่างๆ อย่างถูกต้องรวดเร็ว
- ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทำความเข้าใจและจับใจความที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ขั้นตอนการอ่านจับใจความ
- อ่านผ่านๆโดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องที่อ่านว่าด้วยเรื่องอะไร จุดใดเป็นจุดสำคัญของเรื่อง
- อ่านให้ละเอียด เพื่อทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่องเพราะจะทำให้ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน
- อ่านซ้ำตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง
- เรียบเรียงใจความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง
การอ่านวิเคราะห์
การอ่านวิเคราะห์เป็นทักษะการอ่านในระดับที่สูงขึ้นกว่าการอ่านทั่วๆไป กล่าวคือ มิใช่เป็นเพียง
การอ่านเพื่อความรู้และความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังต้องมีการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนในด้านต่างๆด้วย
การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นการอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียดให้ได้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะ
ให้ได้ว่าส่วนต่างๆนั้นมีความหมายและความสำคัญอย่างไรบ้าง แต่ละด้านสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ อย่างไร
วิธีอ่านแบบวิเคราะห์นี้ อาจใช้วิเคราะห์องค์ประกอบของคำและวลี การใช้คำในประโยควิเคราะห์สำนวนภาษา จุดประสงค์ของผู้แต่ง ไปจนถึงการวิเคราะห์นัย หรือเบื้องหลังการจัดทำหนังสือหรือเอกสารนั้น
การวิเคราะห์เรื่องที่อ่านทุกชนิด สิ่งที่จะละเลยเสียมิได้ก็คือ การพิจารณาถึงการใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาว่ามีความเหมาะสมกับระดับ และประเภทของงานเขียนหรือไม่ เช่น ในบทสนทนาก็ไม่ควรใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน ควรใช้สำนวนให้เหมาะสมกับสภาพจริงหรือเหมาะ แก่กาลสมัยที่เหตุการณ์ในหนังสือนั้นเกิดขึ้น เป็นต้น ดังนั้น การอ่านวิเคราะห์จึงต้องใช้เวลาอ่านมาก และยิ่งมีเวลาอ่านมากก็ยิ่งมีโอกาสวิเคราะห์ ได้ดีมากขึ้น การอ่านในระดับนี้ ต้องรู้จักตั้งคำถามและจัดระเบียบเรื่องราวที่อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องและความคิดของผู้เขียนต้องการ
การวิเคราะห์การอ่าน การวิเคราะห์การอ่านประกอบด้วย
- รูปแบบ
- กลวิธีในการประพันธ์
- เนื้อหาหรือเนื้อเรื่อง
- สำนวนภาษา
กระบวนการวิเคราะห์
- ดูรูปแบบของงานประพันธ์ว่าใช้รูปแบบใด อาจเป็นนิทาน บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น บทร้อยกรอง หรือบทความจากหนังสือพิมพ์
- แยกเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
- แยกพิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียดลงไปว่าประกอบกันอย่างไร หรือประกอบด้วยอะไรบ้าง
- พิจารณาให้เห็นว่าผู้เขียนให้กลวิธีเสนอเรื่องอย่างไร
การอ่านเชิงวิเคราะห์ในขั้นต่างๆ
1. การอ่านวิเคราะห์คำ การอ่านวิเคราะห์คำ เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะถ้อยคำในวลี ประโยค หรือข้อความต่างๆ โดยสามารถบอกได้ว่า คำใดใช้อย่างไร ใช้อย่างไร ใช้ผิดความหมาย ผิดหน้าที่ไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจนอย่างไรควรจะต้องหาทางแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร เป็นต้น เช่น
- อย่าเอาไปใช้ทับกระดาษ
- ที่นี่รับอัดพระ
- เขาท่องเที่ยวไปทั่วพิภพ
- เจ้าอาวาสวัดนี้มรณกรรมเสียแล้ว
2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่างๆ ว่าเป็นประโยคที่ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจาก แบบแผนของภาษาอย่างไร เป็นประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ มีหน่วยความคิดในประโยคขาดเกินหรือไม่ เรียงลำดับความใน ประโยคที่ใช้ได้ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นหรือใช้รูปประโยคที่สื่อความหมายไม่ชัดเจนหรือไม่ เมื่อพบข้อบกพร่องต่างๆ แล้วก็สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เช่น
- สุขภาพของคนไทยไม่ดีส่วนใหญ่
- การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯเกิดการจลาจล
- ทุกคนย่อมประสบความสำเร็จท่ามกลางความขยันหมั่นเพียร
- เขามักจะเป็นหวัดในทุกครั้งที่ฝนเริ่มตก
4. การอ่านวิเคราะห์รส การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านอย่างพิจารณาถึงความซาบซึ้งประทับใจที่ได้จากการอ่าน วิธีการที่จะทำให้เข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง คือการวิเคราะห์รสของเสียงและรสของภาพ
- ด้านรสของเสียง ผู้อ่านจะรู้สึกได้ชัดจากการอ่านออกเสียงดังๆไม่ว่าจะเป็นการอ่านอย่างปกติหรือการอ่านทำนองเสนาะ จึงจะช่วยให้รู้สึกถึงความไพเราะของจังหวะ และความเคลื่อนไหว ซึ่งแฝงอยู่ในเสียง ทำให้เกิดความรู้สึกไปตามท่วงทำนองของเสียงสูงต่ำจากเนื้อเรื่องที่อ่าน
- ด้านรสของภาพ เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วเกิดความเข้าใจเรื่อง ในขณะเดียวกันทำให้เห็นภาพด้วย เป็นการสร้างเสริมให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมาย การเขียนบรรยายความด้วยถ้อยคำไพเราะ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ก่อให้เกิดภาพขึ้นในใจผู้อ่าน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจความหมายของเรื่องได้ดียิ่งขึ้น
5. การอ่านเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหาและการตีความเนื้อหาของข้อความ การอ่านเชิงวิเคราะห์ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา และการตีความเนื้อหาของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
5.1 การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา มีหลักปฏิบัติดังนี้
- จัดประเภทหนังสือตามชนิดและเนื้อหา หนังสือแต่ละประเภท มีวิธีอ่านต่างกัน ก่อนอ่านต้องวิเคราะห์รู้ว่า หนังสือเล่มนั้นอยู่ในประเภทใด การแบ่งประเภทจะดูแต่ชื่อเรื่องหรือลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องสำรวจเนื้อหาด้วย อย่างไรก็ตาม ชื่อเรื่องเป็นสิ่งแรกที่ใช้เป็นแนวทางได้ เพราะผู้เขียนย่อมต้องพยายามตั้งชื่อเรื่องให้ตรงแนวเขียนหรือจุดมุ่งหมายในการเขียนของตนให้มากที่สุด
- สรุปให้สั้นที่สุดว่า หนังสือนั้นกล่าวถึงอะไร หนังสือที่ดีทุกเล่มต้องมีเอกภาพ มีการจัดองค์ประกอบของส่วนย่อยอย่างมีระเบียบ ผู้อ่านต้องพยายามสรุปภาพดังกล่าวออกมาเพียง 1-2 ประโยคว่า หนังสือเล่มนั้นมีอะไรเป็นจุดสำคัญหรือเป็นแก่นเรื่องแล้วจึงหาความสัมพันธ์กับส่วนสำคัญต่อไป
- กำหนดโครงสังเขปของหนังสือ เมื่ออ่านต้องตั้งประเด็นด้วยว่า จากเอกภาพของหนังสือเล่มนั้นมีส่วนประกอบสำคัญบ้าง ส่วนที่สำคัญๆสัมพันธ์กันโดยตลอดหรือไม่ และแต่ละส่วนก็มีหน้าที่ของตน สนับสนุนซึ่งกันและกันหรือไม่
- กำหนดปัญหาที่ผู้เขียนต้องการแก้ ผู้อ่านควรพยายามอ่านและค้นพบว่าผู้เขียนเสนอ ปัญหา อะไร อย่างไร มีปัญหาย่อยอะไร และให้คำตอบไว้ตรงๆหรือไม่ การตั้งปัญหาเป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะทำให้เข้าใจเรื่อง แจ่มแจ้ง ยิ่งตั้งปัญหาได้กว้างขวางลึกซึ้งเพียงใด ยิ่งเข้าใจได้เพิ่มขึ้นเพียงนั้น
5.2 การตีความเนื้อหาของหนังสือ การตีความเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทำความเข้าใจ ความคิดของผู้เขียน พิจารณาวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้บอกความหมายหรือนัยของข้อความที่เขียนออกมาตรงๆ แต่ผู้อ่านต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบริบทของเรื่องเป็นอย่างดี จึงจะตีความได้ถูกต้อง การทำความเข้าใจความคิดของผู้เขียนนั้น ไม่ว่าความคิดจะถูกต้องหรือไม่เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามแต่การพยายามเข้าใจเช่นนั้นทำให้เราไม่วิจารณ์ผู้เขียนอย่างไม่ยุติธรรม แต่จะพิจารณาทั้งข้อดี ข้อบกพร่อง ของงานเขียนนั้นอย่างแจ่มแจ้ง การตีความเนื้อหาของหนังสือมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
- ตีความหมายของคำสำคัญ และค้นหาประโยคสำคัญที่สุด ผู้อ่านต้องพยายาม เข้าใจคำสำคัญ และเข้าใจประเด็นที่สำคัญที่ผู้เขียนเสนอ เพื่อเข้าใจความคิดของผู้เขียน
- สรุปความคิดสำคัญของผู้เขียน โดยพิจารณาว่าประโยคใดเป็นเหตุ ประโยคใดเป็นผล ประโยคใดเป็นข้อสรุป ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้สรุปความคิดออกมาให้เห็นชัดเจน แต่ผู้อ่านต้องพยายามสรุปออกมาให้ได้
- ตัดสินว่าอะไรคือการแก้ปัญหาของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านตีความสำคัญให้ตรงกับผู้เขียน เข้าใจความคิดสำคัญของผู้เขียน และสรุปความคิดของผู้เขียนได้แล้ว ผู้อ่านก็จะวิเคราะห์หรือตัดสินได้ว่า จากเรื่องราวหรือเหตุผลต่างๆที่ผู้เขียนนำมาเสนอนั้นมีความสมเหตุสมผลหนักแน่น น่าเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด เพื่อนำไปสู่การวิจารณ์หนังสือเรื่องนั้นๆต่อไป
การพิจารณาหนังสือ
การพิจารณาหนังสือเป็นการประเมินคุณค่าหนังสือด้านต่างๆ ถ้าผู้อ่านรู้หลักการประเมินจะทำให้
การอ่านหนังสือมีคุณค่า และความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่ออ่านแล้วสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงประเมินคุณค่า ของหนังสือได้อย่าง มีหลักเกณฑ์ ผู้อ่านจะเข้าใจหนังสือนั้นได้อย่างลึกซึ้งและการพิจารณาหนังสือของตนจะมีประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย หนังสือมีหลายประเภทให้เลือกอ่าน แต่ละประเภทก็มีรายละเอียดหรือโครงสร้างแตกต่างกันไปตามลักษณะของหนังสือประเภทนั้นๆ ในที่นี้จะนำเสนอการพิจารณาหรือประเมินคุณค่าของหนังสือ บทความ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เรียนจะต้องเรียน หรืออ่านในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1. การอ่านพิจารณาคอลัมน์ต่างๆจากหนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์เป็นหนังสือที่คนจำนวนมากอ่านเป็นประจำทุกวัน มีคอลัมน์หลากหลายการอ่าน
หนังสือพิมพ์มีแนวการพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้
1.1 การพาดหัวข่าว การพาดหัวข่าวเป็นการตั้งชื่อข่าวให้กะทัดรัดและพิมพ์ด้วยตัวอักษรใหญ่เป็นพิเศษเพื่อดึงดูด ความสนใจ การพาดหัวข่าวที่ดีมีลักษณะดังนี้
- หัวข่าวตรงกับสาระของข่าว ผู้เขียนข่าวไม่ควรพาดหัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อหาสาระของข่าวเพื่อเรียกร้อง ความสนใจ
- หัวข่าวใช้ภาษาที่กะทัดรัด เข้าใจง่าย ไม่ควรใช้ภาษาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และใช้คำผิดความหมายเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการขาย โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าทางภาษา เช่น ทัพกีฬาพิการหวัง 30 ทอง , เปิดตัวกินปุ๋ยวัดใจนายก, หื่นรุมสังฆกรรมสาวรุ่น
1.2 เนื้อหาของข่าว มีแนวพิจารณาดังนี้
- เนื้อหาข่าวที่ดี ต้องเป็นข่าวจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรมีความคิดเห็น หรือเพิ่มเนื้อหาตามใจผู้เขียน เพื่อให้ผู้ฟังชื่นชอบ ข่าวที่ดีต้องเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อคนหมู่มากหรือส่วนรวม เช่น ข่าวการเมือง การเลือกตั้ง ข่าวการปกครอง ข่าวสังคม ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการประกอบอาชีพ หรือข่าวเกี่ยวกับการอนามัย เป็นต้น ไม่ควรเป็นข่าวของคนใดคนหนึ่ง เพื่อยกย่องเชิดชู โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง และต้องเป็นข่าว ที่ไม่ทำลายความมั่นคงของชาติ ความสงบสุขของประชาชน และศีลธรรมอันดีงาม
- ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาสุภาพ ไม่ควรใช้ภาษาหยาบคาย
- การเล่าเหตุการณ์ในข่าวควรเล่าตามลำดับตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปิดบังอำพราง มีเงื่อนงำสลับซับซ้อน
- การเล่าเหตุการณ์ทุกตอน ต้องอ้างอิงหลักฐานที่มา สถานที่เวลา รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อ่านทราบรายละเอียด และมีความเชื่อถือในข่าว การปกปิดสถานที่ ชื่อหรือนามของบุคคลควรเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ใจที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์ ผู้เยาว์หรือเป็นจรรยาบรรณของหนังสือพิมพ์
1.3 การพิจารณาบทความในวารสารหนังสือพิมพ์ มีดังนี้
บทความในวารสารและหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มากและแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนอย่างเต็มที่ บทความที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
- ผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้ที่รู้เรื่องที่เขียนอย่างถ่องแท้ มีข้อมูลสามารถอ้างอิงได้
- ผู้เขียนบทความต้องแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยข้อเท็จจริง และเหตุผลอื่นๆ ประกอบอย่างกว้างขวาง การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียว การแสดงความคิดเห็นนั้น ควรเป็นไปในทางสร้างสรรค์ และไม่อคติลำเอียง
- การวิจารณ์ของผู้เขียนบทความ ต้องตั้งอยู่บนหลักการการตำหนิ ไม่ควรเน้นที่ตัวบุคคล แต่เน้นที่วิธีการหรือหลักการ ควรชี้ให้เห็นปัญหา และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้รูปแบบการเขียนและการใช้ภาษา ควรมีความถูกต้องเข้าใจง่ายไม่ใช้ถ้อยคำที่ส่อเสียดหยาบคาย
นอกจากข่าวและบทความแล้ว วารสารหรือหนังสือพิมพ์ยังมีอีกหลายคอลัมน์ เช่น
บันเทิงคดี ประกาศ โฆษณา ความรู้ต่างๆ การพิจารณาคุณค่าในแต่ละคอลัมน์ ควรพิจารณาเรื่องการใช้ภาษาการเขียน และคุณค่าที่ได้รับจากการอ่าน เป็นต้น
2. การพิจารณาหนังสือประเภทสารคดี
สารคดี ได้แก่ หนังสือที่ให้แนวความรู้ต่างๆ เช่น ด้านปรัชญา ตรรกวิทยา การศึกษา
ควรพิจารณาในด้านต่างๆดังนี้
- เนื้อหาสาระ มีความถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาหรือไม่ เรื่องนำมาเขียนมีสารประโยชน์เพียงใด เหมาะสำหรับผู้อ่านระดับใด
- วิธีเสนอหนังสือ อาจเสนอเป็นความเรียงวิชาการ มีการค้นคว้าหาความรู้ อ้างอิงประกอบ หรือเสนอเป็นบันทึกของผู้เขียน เล่าประสบการณ์ของตน หรือเสนอเป็นจดหมายให้โต้ตอบควรพิจารณาว่าผู้เขียนมีวิธีเขียนที่ชวนอ่าน เข้าใจง่ายหรือไม่สำนวนภาษาสื่อความหมายได้แจ่มแจ้งหรือไม่เหมาะแก่ระดับของผู้อ่าน ตามความตั้งใจของผู้เขียนหรือไม่ เพียงใด
- การวางเค้าโครงเรื่อง เค้าโครงเรื่องที่เขียน จะต้องมีการจัดลำดับอย่างมีระเบียบ จึงควรพิจารณาว่าผู้เขียนสามารถทำให้ความสำคัญๆ เชื่องโยงต่อเนื่องกันได้ดีเพียงใด มีการเรียงลำดับความยากง่ายเพื่อช่วยความเข้าใจของผู้อ่านหรือไม่
- ส่วนประกอบของหนังสือ ส่วนประกอบต่างๆ ของหนังสือได้แก่ คำนำ สารบัญ ดัชนี บรรณานุกรม อภิธานศัพท์สามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความสำคัญของหนังสือได้รวดเร็ว ควรพิจารณาว่าหนังสือนั้นๆ มีส่วนประกอบอำนวยประโยชน์ดังกล่าวหรือไม่
- วุฒิและประสบการณ์ของผู้เขียน หนังสือสารคดีบางเล่ม จะมีประวัติย่อ วุฒิและประสบการณ์ของผู้เขียนบอกไว้ด้านหลัง รายละเอียดดังกล่าวจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถวินิจฉัยได้ดียิ่งขึ้นว่าเรื่องนั้นๆมีคุณค่าน่าเชื่อถือหรือไม่
- คุณภาพการพิมพ์และการออกแบบรูปเล่ม สิ่งที่ชี้ให้เห็นคุณภาพของหนังสือ เช่น การจัดหัวเรื่องทำให้สื่อความได้ชัดเจน การพิสูจน์อักษรถูกต้อง การออกแบบรูปเล่มเหมาะสมน่าอ่าน
3. การพิจารณาหนังสือประเภทบันเทิงคดี หนังสือประเภทบันเทิงคดี อาจมีวิธีการพิจารณาในด้านต่างๆ ดังนี้
- แก่นของเรื่องหรือแนวเรื่อง หมายถึง แนวคิดสำคัญของผู้เขียน ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่อง
- การวางโครงเรื่อง หมายถึง การผูกเรื่องให้มีตัวละครและเหตุการณ์เชื่อมโยง สัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแกนของเรื่องที่ผู้แต่งวางแนวไว้และต้องดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล
- ตัวละคร ตัวละครอาจมีน้อยหรือมากแล้วแต่ความประสงค์ของผู้แต่ง การเสนอตัวละครที่น่าสนใจต้องเป็นตัวละครที่มีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่มีความสมจริง คือ เป็นบุคคลที่อาจหาได้ในชีวิตจริง มิใช่ดีหรือเลวจนผิดมนุษย์ธรรมดา นอกจากนั้นพฤติกรรมต่างๆของตัวละคร ควรสะท้อนภาพชีวิตจริงของสังคม ตามความเป็นจริงด้วย
- ฉาก เป็นส่วนที่ช่วยทำให้บรรยากาศของเรื่องเป็นไปอย่างสมจริง ซึ่งผู้เขียนจะต้องบรรยายให้ตรงกับความเป็นจริง หรืออยู่ในวิสัยที่เป็นจริงได้
- สำนวนภาษาและลีลาในการเขียน นักเขียนจะมีสำนวน หรือลีลาการเขียนเป็นแบบฉบับของตน ดังนั้นผู้วิจารณ์จะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ ว่าผู้เขียนมีลีลาการเขียนอย่างไร
- สารจากผู้เขียน สารที่ผู้เขียนให้ หมายถึง ข้อคิด หรือบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เขียนฝากไว้ให้ ซึ่งผู้อ่านอาจได้รับแตกต่างกันไปตามแต่ประสบการณ์ของผู้อ่าน ควรฝึกทักษะให้ไวต่อการรับสารของผู้เขียน และตีความเข้าใจ เพื่อให้การอ่านเรื่องบันเทิงคดีมีรสชาติมากยิ่งขึ้น
4. การพิจารณาหนังสือประเภทร้อยกรองหรือกวีนิพนธ์ หนังสือประเภทร้อยกรองหรือกวีนิพนธ์ มีวิธีการพิจารณาดังนี้
- รูปแบบของฉันทลักษณ์ รูปแบบของฉันทลักษณ์ คือลักษณะบังคับของบทร้อยกรอง แต่ละประเภทซึ่งต่างกัน ควรพิจารณาความถูกต้องของรูปแบบฉันทลักษณ์นั้นๆเป็นเกณฑ์
- ความคิดเห็นและเนื้อหาสาระในบทกวี บทกวีที่ดีจะต้องมีเนื้อหาสาระที่แสดงความนึกคิดอันมีคุณค่าแก่ชีวิต บทกวีบางบทให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ในด้านต่างๆ เช่น อารมณ์รัก อารมณ์เศร้า อารมณ์โกรธ ฯลฯ บางบทให้คติเตือนใจ ให้ความรู้เรื่องต่างๆ เป็นต้น จึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่ากวีให้ความคิดอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง และมีเนื้อหาสาระอย่างไร
- กลวิธีการแต่ง หรือวรรณศิลป์ กลวิธีในการแต่งหรือวรรณศิลป์นี้อาจพิจารณาได้จากการเลือกคำมาใช้ให้เหมาะสมกับความ การเล่นเสียงด้วยสัมผัสสระ พยัญชนะ การใช้โวหารแบบต่างๆการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งกวีแต่ละคนจะมีกลวิธีแต่งแตกต่างกันไปเป็นเฉพาะตน
- รสของบทร้อยกรอง หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ผู้อ่าน เมื่อถ้อยคำแก่ผู้อ่าน เมื่อถ้อยคำสำนวนหรือเรื่องราวในบทร้อยกรองนั้นๆ มากระทบอารมณ์ อาจให้ความรู้สึกทางด้านความรัก ความเศร้า ความตื้นเต้น ฯลฯ แล้วแต่ลักษณะของบทร้อยกรองและอารมณ์ของผู้อ่านขณะนั้น
- สารจากบทร้อยกรอง บทร้อยกรองก็มีสารของผู้แต่งฝากไว้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนเพื่อรับสารจากผู้เขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประเมินคุณค่าของหนังสือไม่ว่าประเภทใด ผู้ประเมินควรอ่านหนังสือนั้นๆอย่างละเอียด
และพิจารณาทั้งจุดดีและจุดด้อยของหนังสือด้วยใจเป็นธรรม ปราศจากอคติ ซึ่งเมื่อได้อ่านหนังสือมากๆ
และฝึกการวิเคราะห์ ตลอดจนมีการประเมินคุณค่าของหนังสืออยู่เสมอแล้ว ก็จะช่วยให้มีวิญญาณ ในการอ่านหนังสือและอ่านหนังสืออย่างมีอรรถรสยิ่งขึ้น
แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องทฤษฎี ใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง
“แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องทฤษฎี ใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง คือ พึ่งตนเองได้ ดำรงชีวิตอย่างพอประมาณไม่เกียจคร้าน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอันควร”
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงรู้หลักคิดง่ายไม่กี่ข้อ แล้วนำไปปฏิบัติก็เรียกว่าได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวแล้ว เริ่มด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
ให้รู้จักคำว่าคือความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น..กินไอศกรีม 1 อันก็พอแล้ว ตุ๊กตา 1 ตัวก็พอแล้ว หรือรถวิทยุ 1 คันก็พอแล้ว
คำที่สองคือ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำ
เช่น..กินลูกอมมากไป เดี๋ยวฟันผุ เอาแต่ซื้อของเล่น เดี๋ยวเงินหมด ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ เดี๋ยวสอบตก
คำที่สามคือ เตรียมพร้อมรับผลกระทบโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต
เช่น..ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ต้องเตรียมเสื้อฝนไปโรงเรียน เศรษฐกิจไม่ดี ต้องรู้จักประหยัด อดออม ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาด ต้องรู้จักดูแลสุขภาพ
ความรู้ คือ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง
คุณธรรม คือ ซื่อสัตย์สุจริต ขยันอดทน แบ่งปัน
"เพียงแค่นี้ก็..พอเพียงแล้ว"
ที่มา: วิชาการ, กรม การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น