การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) หมายถึง การแพทย์แผนโบราณของชาวฮั่นซึ่งเป็นการแพทย์ที่มีประวัติการใช้ในการรักษาในชาวจีนยาวนานมากว่า 5,000 ปี และมีทฤษฏี สมบูรณ์ที่สุด โดยมีองค์ประกอบหลักคือ การวินิจฉัยหรือการบอกโรค การรักษาด้วยการฝังเข็ม การใช้ยาสมุนไพร การนวดทุยนา ชี่กง และอาหารที่เป็นยา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaicam.go.th
การพัฒนาการของการแพทย์แผนจีน แบ่งออกตามยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์จีนได้เป็น 7 ยุค ดังนี้
- ยุคโบราณ
- ยุคราชวงศ์ ถึงยุคชุนชิว
- ยุคก่อกำเนิดทฤษฏีการแพทย์จีน
- ยุคราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ใต้กับเหนือ ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง และยุคห้าราชวงศ์
- ยุคราชวงศ์ซ่ง ถึงราชวงศ์หมิง
- ยุคพัฒนาการแพทย์และเวชปฏิบัติแผนใหม่ในช่วงยุคราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง ก่อนสงครามฝิ่น
- ยุคปัจจุบัน
- ฝูซี (Fu xi) ประดิษฐ์เข็มหิน 9 เล่ม อายุ 4,000 – 5,500 ปี ซึ่งอาจใช้เพื่อการรักษาโดยวิธีฝังเข็ม มีผู้เชื่อว่าฝูชีมีการริเริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรภาพขึ้นมาใช้ด้วย
- เสินหนง (Shen Nong) ผู้ริเริ่มนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรค
- จักพรรดิหวงตี้ (Huang Di) เป็นผู้ริเริ่มร่วมกับแพทย์ในราชสำนัก ถกปัญหาวิชาความรู้ทางการแพทย์ วิธีรักษา รวมทั้งการเขียนใบสั่ง ยา เพื่อร่างบันทึกเป็นตำราแพทย์
- สะดวกต่อการรับประทาน และทำให้ดูดซึมง่าย
- เพิ่มสรรพคุณ ลดพิษ และผลข้างเคียง
- สะดวกในการปรับขนาดตัวยาต่างๆ
- ทำให้การนำแร่ธาตุต่างๆ มาประกอบยาได้ง่ายขึ้น
ในสมัยราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) แพทย์หลวงในยุคนั้นแบ่งยุคนั้นออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) โภชนากร 2) แพทย์ทั่วไป 3) ศัลยแพทย์ และ 4) สัตว์แพทย์
นอกจากนี้ ยังพบเอกสารโบราณชื่อ ซานไห่จิง (คู่มือภูเขาและแม่น้ำ) ซึ่งเนื้อหาหลักเป็นเรื่องทางภูมิศาสตร์ แต่ได้กล่าวถึงยาสมุนไพรไว้ราว 120 ชนิด ทั้งจากพืช และสัตว์ และแร่ธาตุ
3. ยุคก่อกำเนิดทฤษฎีการแพทย์แผนจีน (Origin of Traditional Chinese Medicine Theory) จากยุคจั้วกั๋ว (ยุครณรัฐ) ถึง ยุคสามก๊ก (San Guo) (475 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 265) – เป็นยุคเริ่มอารยธรรมสำคัญ ในยุคจั้วกั๋วมีการใช้ วัว ความย ปุ๋ย และอุปกรณ์ที่ทำจากเหล็กในการทำเกษตรกรรม มีการประดิษฐ์เครื่องวัดแผ่นดินไหว และที่สำคัญคือการทำกระดาษ เป็นยุคกำเนิดลัทธิขงจื่อ (Kong Zi) และลัทธิเต๋า (Dao Jiao) รวมทั้งเริ่มเส้นทางสายไหม
สำหรับอารยธรรมทางการแพทย์ พบตำราการแพทย์เขียนบนผ้าไหมและไม่ไผ่ จากสุสานหม่าหวางตุง (Ma Wangdui) แห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ตำราบนผืนผ้าไหม มีถึง 10 เล่ม คือ
- ห้าสิบสองโรคและตำรับยา
- ตำรารักษาสุขภาพ
- ตำรารักษาเบ็ดเตล็ด
- ภาพการบริหารลมหายใจ
- ตำราทางสูติกรรม
- กุญแจช่วยย่อยและเสริมสุขภาพ
- ลักษณะชีพจรในผู้ป่วยหนัก
- การคลำชีพจร
- ตำราดั่งเดิมเรื่องการรมยาบนเส้นลมปราณ 12 เส้น บนแขนขา
- ตำราดั้งเดิมเรื่อง 12 เส้นลมปราณสำหรับรมยา
- หนังสือบนซีกไม้ไผ่ มีจำนวนทั้งสิ้น 200 ชิ้น มีเนื้อหาประกอบด้วยตำรา 4 เล่ม คือ
- สิบคำถาม
- ประสานหยินหยาง
- ตำรายาต่างๆ และข้อห้ามใช้
- หลักการบริหารประเทศ
- ให้ปฏิบัติตามกฏธรรมชาติ 4 ฤดูกาล และหลักหยินหยาง โดยมีสองสิ่งที่ตรงข้ามกันในธรรมชาติ คือ หญิงเป็นฝ่ายลบ และชายเป็นฝ่ายบวก
- ให้ความสำคัญกับอาหารและการรับปรทานให้เป็นเวลา ควบคุมอารมณ์ทั้งความสนุกสนาน ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ และความสุข
- บริหารร่างกายโดยซี่กง
- ปรับและควบคุมกิจกรรมทางเพศ
- ในยุคนี้มีคัมภีร์ทางการแพทย์ที่สำคัญ 3 เล่มได้แก่
ความสำเร็จของคัมภีร์ เน่ย์จิง เกิดจากสาระสำคัญ สรุปได้ คือ
- ทฤษฎียินหยาง และธาติทั้งห้า
- แนวคิดองค์รวม
- แนวคิดเรื่องอวัยวะ (Channels) และเส้นทางคู่ขนาน (Collaterals) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิชาการฝังเข็มและรมยา
- แนวคิดเรื่องการป้องกันโรค
- การปฏิเสธสิ่งลี้ลับและหมอผี คัมภีร์หวงตี้เน่ย์จิง ภาคหลิงซู กล่าวไว้ชัดเจนว่า โรคเกิดจากสาเหตุต่างๆ และไม่มีเลยที่เกิดจากเทวดาและภูตผี
- ชั้นดี (Top grade) เป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้
- ชั้นปานกลาง (Middle grade) เป็นยาที่ไม่มีอันตรายหากใช้อย่างถูกต้อง
- ชั้นต่ำ (Low grade) เป็นยาที่อันตรายโดยเฉพาะหากรับประทานมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ในยุคราชวงศ์ฮั่น (Han Dynastry) ลัทธิเต๋ามีอิทธิพลสูง ทำให้การมุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะมากกว่าเรื่องการรักษาโรค ตัวยาที่ใช้ประกอบเป็นยาอายุวัฒนะจึงถูกจัดเป็นยาชั้นดี
3. ซางหานจ๋าปิ้งลุ่น (Treatise on Febrile and Miscellaneous Diseases) หรือตำราไข้และโรคเบ็ดเตล็ด เขียนโดย จางจ้าจิ่ง (Zhang Zhongjing) ตอนปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25 – 220) โดยรวบรวมความรู้ทางการแพทย์ในอดีตและประสบการณ์ของตนเอง แต่งตำรา 16 เล่ม แยกโรคตามอาการ และอาการแสดง ที่สำคัญคือ เลิกเชื่อเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรค และบรรยายวิธีการรักษา 8 วิธี ได้แก่ การขับเหงื่อ การทำให้อาเจียน การระบาย การประสาน การให้ความอบอุ่น การลดความร้อน การบำรุง และการสลาย ในยุคนี้มีแพทย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่
- เปี่ยนเชวี่ยน (Bian Que) หรือ ฉินเยี่ยเหริน (Qin Yueren) เป็นแพทย์ที่เขียนตำราแพทย์ไว้หลายเล่ม เป็นผู้ต่อต้านความเชื่อเรื่องหมอผีอย่างแข็งขัน ซือหม่าเซียน (Si Maqian) นักประวัติศาสตร์คนสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่นยกย่องว่า เปี่ยนเชวี่ยเป็นหมอคนแรกที่เริ่มวิชาจับจีพจร เปี่ยนเชวี่ยได้รับฉายาว่าเป็น หมอเทวดา (Divine Doctor)
- อีหยิ่น (Yi Yin) หรือ ฉางกง (Cang Gong) เป็นผู้บันทึกเรื่องจีพจรไว้ 20 ชนิด (ปัจจุบันรวมได้ 28 ชนิด) เป็นผู้ริเริ่มการบันทึกประวัติคนไข้ เป็นผู้ต่อต้านเรื่องยาอายุวัฒนะอย่างแข็งขัน และกล้ายอมรับความผิดผลาดในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษาโรคของคนเอง
- ฮัวถวอ (Hua Tuo) เป็นแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศัลยแพทย์ผู้บุกเบิก มีชีวิตอยู่ในยุคสามก๊ก เป็นคนไม่สนใจยศตำแหน่ง มุ่งรักษาคนธรรมดาสามัญ ต่อมามีโอกาสรักษาโจโฉจนได้รับตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำตัวของโจโฉ แต่ทนคิดถึงบ้านไม่ได้ จึงเดินทางกลับบ้าน และไม่ยอมเดินทางกลับมาตามคำสั่ง โจโฉจึงสั่งจับและให้ประหารชีวิต ก่อนตาย ฮัวถวอมอบตำราให้ผู้คุม แต่ผู้คุมกลัวความผิดไม่กล้ารับไว้ ฮัวถวอจึงเผาตำราทิ้ง ทำให้ตำราของฮัวถวอสูญสิ้นไป ฮัวถวอมีศิษย์เอก 3 คน แต่งตำราแพทย์ไว้ 2 เล่ม มีตำราอีกหลายเล่มที่ระบุว่าฮัวถวอเป็นผู้แต่ง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแต่งโดยผู้เขียนคนอื่นแต่ใส่ชื่อฮัวถวอเป็นผู้เขียน เชื่อว่าฮัวถวอใช้ยาหมาฝู่ส่าน (Ma Fu San) เป็นยาระงับความรู้สึกชนิดรับประทานให้แก่คนไข้ก่อนผ่าตัด นอกจากนี้ ฮัวถวอยังสนใจเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล การบำรุงสุขภาพ และการบริหารร่างกายโดยเลียนแบบท่าทางของสัตว์ 5 ชนิด คือ เสือ กวาง หมี ลิง และนก ตามประวัติกล่าวว่า แม้ฮัวถวอจะมีอายุร้อยปี สุขภาพก็ยังดี และหวูผู่ (Wu Pu) ศิษย์คนหนึ่งของฮัวถวอ ซึ่งปฎิบัตตนโดยการบริหารร่างกายเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิด เมือมีอายุถึง 90 ปี หู ตา และฟันก็ยังดี ฮีวถวอมีความชำนาญเรื่องฝังเข็มและรมยา โดยพยายามใช้ยาน้อยชนิด และฝังเข็มน้อยจุด
เป็นยุคที่การแพทย์และเภสัชกรรมของจีนมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ โดยได้รับอิทธิพลจากลัทธิ ขงจื่อ ลัทธิเต๋า และศาสนาพุทธ ทั้งสามลัทธิศาสนาล้วนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่มีอิทธิพลต่อการแพทย์แผนจีนแตกต่างกัน พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่จีนตามเส้นทางสายไหม ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นจนถึงราชวงศ์เหนือกับใต้ ราชวงศ์ถังเป็นยุคแรกที่พุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุด มีการสร้างวัดวาอารามมากมาย และมีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ประชาชนทั่วไปศัรทธาในพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ถือกันว่าเหลาจื่อศาสดาของลัทธิเต๋าซึงมีชื่อเดิมว่า หลี่ต้าน เป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ของคนในตระกูลหรือแซ่หลี่ ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับกษัตริย์ราชวงศ์ถัง จึงทำให้ลัทธิเต๋าได้รับความศรัทธาเป็นพิเศษ และทำให้ความนิยมในเรื่องยาอายุวัฒนะและเรื่องอาคมแพร่หลายขึ้นด้วย หลังยุคจิ้นตะวันตก มีความนิยมนำโลหะหนักมาทำเป็นยาอายุวัฒนะกันมาก แต่แทนที่จะทำให้อายุยืน กลับเป็นอันตรายต่อผู้ใช้
ในยุคนี้มีการพัฒนาการทางการแพทย์จีนที่สำคัญ ดังนี้
1. การพัฒนาเรื่องการจับชีพจร ตำราสำคัญคือ ม่ายจิง (Pluse Classic หรือชีพจร คลาสสิค) แต่งโดย หวางซูเหอ (Wang Shuhe) แบ่งชีพจรไว้ 24 ชนิด ตามทฤษฎีการแพทย์จีนเชื่อว่า หลังจากเลือดไหลผ่านปอดแล้วจะไปรวมศูนย์ที่ตำแหน่งชีพจรไว้ 24 ชนิด ตามทฤษฎีการแพทย์จีนเชื่อว่า หลังจากเลือดไหลผ่านปอดแล้วจะไปรวมศูนย์ตำแหน่งชีพจรที่จ้อมือ โดยชีพจรที่ข้อมือซ้ายจะบ่งบอกภาวะของหัวใจ ลำไส้เล็ก ตับ ถุงน้ำดี และไต ชีพจรที่ข้อมือขวาจะบ่งบอกภาวะของปอด ลำไส้ใหญ่ ม้าม กระเพาะอาหารและไต
2. การพัฒนาเรื่องปัจจัยการเกิดโรคและอาการของโรค ในปี ค.ศ. 610 จักรพรรดิฉาวเหวียนฟาง (Cho Yuanfang) มีพระราชโองการให้เขียนตำรา จูปิ้งเหวียนโฮ่วลุ่น (General Trestise on the Causes and Sydromes of Diseases หรือ ตำราทั่วไปเรื่องสาเหตุและอาการของโรค) เป็นหนังสือ 50 เล่ม แบ่งเป็น 67 บท 1,720 หัวข้อ เป็นตำราที่ไม่กล่าวถึงตำรับยาเลย อย่างที่น่าสนใจ เช่น การบรรยายอาการของโรคเบาหวานว่า “จะกนระกหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย บางครั้งเป็นแผลที่ผิวหนังง่าย ผู้ป่วยมักชอบกินอาหารมันและหวาน ทำให้เกิดความร้อนภายใน” บรรยายเรื่องโรคหิดและวิธีรักษา โดยรู้ว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อหิด และรู้ว่าพยาธิลำไส้เกิดจาการรับประทานเนื้อวัวและปลาดิบ เป็นต้น
3. ความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาและการปรุงยา มีพัฒนาการในด้านต่างๆ ดังนี้
3.1 การปรับปรุงตำรายา มีการปรับปรุงตำรายาเสินหนง โดย ถาวหงจิ่ง (Tao Hongjing) (ค.ศ. 452 – 536) ถาวหงจิ่ง ได้ตรวจสอบตำรายาเสินหนง และเขียนขึ้นใหม่เป็นตำราเปิ้นเฉ่าจิงจี๋จู้ (Collective Notes to Classic of Materia Medica หรือ การรวมรวบบันทึกเกี่ยวกับตำรายาคลาสสิค) เป็นหนังสือ 7 เล่ม กล่าวถึงยาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ 365 ขนาน เพิ่มอีก 365 ขนาน รวมเป็น 730 ขนาน มีการจัดหมวดหมู่ยาใหม่ตามความแรงของสรรพคุณยา ริเริ่มหลัก “ยาต่างกลุ่มอาจใช้รักษาโรคเดียวกันได้” และกล่าวถึงวิธีการเก็บสมุนไพร เช่น ควรเก็บสมุนไพรช่วงต้นฤดูใบไม่ผลิหรือปลายฤดูใบไม่ร่วง เพราะช่วงเวลาดังกล่าว ดอก ผล กิ่ง และใบ จะโตเต็มที่และสุก
ถาวหงจิ่งยังเขียนตำราไว้อีกหลายเล่ม ได้แก่ จูปิ้งเทงเหย้า (Effective Recipes หรือตำรายาที่ได้ผล) เปิ๋นเฉ่าจิงจี๋จู้ (Chinese Herbs in Verse หรือ ความเรียงเรื่องสมุนไพรจีน) โจ่วโฮ่วไป่อีฟาง (Supplement of a Hundred in Verse หรือความเรียงเรื่องสมุนไพรจีน) โจ่วโฮ่วไป่อีฟาง (Supplement of a Hundred Formulae to Keep up Ones Sleeve หรือภาคผนวกของร้อยสูตรตำรับเพื่อเก็บไว้ในแขนเสื้อ) เปย์จี๋โฮ่วฟาง (Formulae for Keeping Good Health and Longevity หรือ สูตรตำรับเพื่อรักษาสุขภาพและทำให้อายุยืน) อายุวัฒนะคลาสสิค (Classic of Longevity) และ วิธีเล่นแร่แปรธาตุ (Methods of Alchemy) ถาวหงจิ่งเป็นนักปราชญ์ที่มีแนวคิดผสมผสานทั้งพุทธ ขงจื่อและเต๋า แต่เขาทำงานเพียงคนเดียวเท่านั้นและตำราของถาวหงจิ่งยังมีความเชื่อในเรื่องยาอายุวัฒนะ
นอกจากตำราของถาวหงจิ่งแล้ว ในยุคราชวงศืถังยังจัดทำตำรายาหลวงขึ้นเผยแพร่ทั่วประเทศชื่อ ซินซิวเปิ๋เฉ่า (The Newly Revised Compendium of Materia Medica)(ค.ศ. 659) เป็นหนังสือ 54 เล่ม แบ่งเป็น 3 ภาค
- ภาคแรก เรื่องตำรายา ว่าด้วยธรรมชาติ รส แหล่งกำเนิด วิธีเก็บและเตรียมยา และข้อบ่งใช้
- ภาคสอง เรื่องลักษณะยา ว่าด้วยลักษณะของยาแท้จากภาคต่างๆ ของประเทศ
- ภาคสาม เป็นรูปภาพคลาสสิคของยา
นอกจากตำรา 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้ว ยังมัความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ได้แก่ การรวบรวมตำรายาจากต่างประเทศ และการจัดทำตำรายา สืออู้เปิ้นเฉ่า (Compendium of Materia Media for Dietric Treatment หรือ ตำรายาฉบับย่อเพื่อโภชนบำบัด)
3.2 การพัฒนาการรักษาเฉพาะโรค ได้แก่
- การรักษาโรคมาลาเรียด้วยสมุนไพรฮอมดง (Changshan หรือ Radix Dichroae)
- การรักษาโรคเหน็บชา (Beriberi) โดย เฉินฉางชี่ (Chen Cangqi) พบว่าการกินข้าวขาวเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคเหน็บชา และ ซุนซือเหมี่ยว (Sun Simiao) พบว่าการกินข้าวกล้องช่วยรักษาโรคเหน็บชาได้
- การรักษาโรคคอหอยพอกด้วยสาหร่ายทะเล (Marine Algae) สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล (Kekp) และต่อยธัยรอยด์จากสัตว์
- การรักษาโรคตามัวในที่มืด (Nigth Blindness) ด้วยตับสัตว์
- การรักษาวัณโรคด้วยรกสัตว์
3.4 การพัฒนาการปรุงยา มีตำรา เหล่ย์กงเผ้าจื้อลุ่น (Leis Treatise on Medicinal Preparation หรือ ตำราการปรุงยาของเหล่ย์) การแนะนำการปรุงยา เพื่อเพิ่มสรรพคุณ ลดพิษและอาการข้างเคียง รวมทั้งการปรุงยาเพื่อให้ใช้ได้ง่าย และเก็บรักษาได้นาน
4. การพัฒนาเวชปฏิบัติ ในยุคราชวงศ์จิ้น ราชวงศ์สุยราชวงศ์ถัง มีแนวโน้มการพัฒนาแพทย์ให้มีตวามชำนาญเฉพาะทางแขนงต่างๆ ดังนี้
4.1 ตำราเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มีการรวบรวมและเขียนตำราชื่อ สือโฮ่วจิ้งจู๋ฟาง (Emergency Formulae to Keep up Ones Sleeve หรือ ตำรายาฉุกเฉินสำหรับเก็บไว้ในแขนเสื้อ) โดยเก๋อหง (Ge Hong) ซึ่งเป็นเป็นตำราปฐมพยาบาลเล่มแรกของโลก ตั้งแต่ 1,600 ปีมาแล้ว
4.2 ตำราฝังเข็มและรมยา มีตำราฝังเข็มและรมยาชื่อ เจินจิ๋วเจี่ยอี่จิง ( A – B Classic of Acupuncture and Moxibustion หรือตำรา เอ – บี คลาสสิค) เขียนในยุคราชวงศ์ฉิน โดย หวงฝู่มี่ (Huang Fumi)(ค.ศ. 215-282) เป็นหนังสือ 12 เล่ม 128 บบท แบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นทฤษฎีพื้นฐาน ภาคสองเป็นเวชปฏิบัติ นับเป็นตำราสำคัญของการแพทย์จีนในเรื่องฝังเข็มนับจากคัมภีร์เน่ย์จิง ต่อมาในยุคราชวงศ์ฉินตะวันออก เปากู (Bao Gu) ภรรยาของเก๋อหง เป็นแพทย์หญิงคนแรกของจีนที่ชำนาญเรื่องฝังเข็มและรมยา
4.3 ตำราเฉพาะเรื่องทางศัลยศาสตร์ มีตำราชื่อ หลิวเจวียนจื่อกุ่ยอี๋ฟาง (Liu Juanzi’s Remedies Left Over by Ghost หรือตำราผีบอกของหลิวเจวียนจื่อ) รวบรวมโดย ก้งซิ่งซวน (Gong Qinqxuan) ในยุคราชวงศ์ฉี เป็นตำราเล่มแรกที่มีเนื้อหาเฉพาะทางศัลยศาสตร์ เป็นหนังสือ 10 เล่ม เกี่ยวกับการรักษาบาดแผล ฝี ผิวหนังอักเสบ การบาดเจ็บ และโรคผิวหนั่งต่างๆ มีตำราการรักษา 140 ตำรับ ปรกอบด้วย เรื่องการห้ามเลือด การระงับปวด ยาสมานการบรรเทาพิษ และการระงับความรู้สึก
4.4 ตำราเฉพาะเรื่องการบาดเจ็บ มีตำราชื่อ เซียนโซ่วหลี่ซางซู่มี่ฟาง (Secret Formula to Traumatic Injury Given by Celestials หรือตำราลับเทวดาในการรักษาการบาดเจ็บ) เขียนโดยนักพรต เต๋าชื่อ ลิ่นเต้าเหริน (Lin Daoren) (ค.ศ. 790- 850) เป็นตำรารักษาการบาดเจ็บเล่มแรก กล่าวถึงการวินิจฉัยและการรักษาโรคกระดูกหักทั้งชนิดมีแผลปิดและแผลเปิด มีการแนะนำให้ใช้ฝิ่นช่วยระงับความรู้สึกเจ็บปวดขณะดึงจัดกระดูกให้เข้าที่
4.5 ตำราเฉพาะเรื่องทางสูติศาสตร์ มีตำราชื่อ จิงเสี้ยวฉ่านเป่า (Tested Prescriptions in Obstetrics หรือตำราที่ทดสอบแล้วทางศูติศาสตร์) (ค.ศ. 852) เขียนโดย จ่านยิน (Zan Yin) ในคำนำของตำราบรรยายไว้ว่า ในปีต้าจง (Dazhong) ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 847 อัครเสนาบดี (PrimeMinister) ไป๋หมินจง (Bai Minzhong) ตระหนักถึงปัญาหาการคลอดยากที่พบมากขึ้น จึงส่งคนออกไปตระเวนหาแพทย์ที่ชำนาญทางสูติกรรม ได้พบกับจ่านยิน จึงนำตัวไปให้อัครมหาเสนาบดีไป๋พอใจว่าเป็นตำราที่สั้นกระชับดี จึงตั้งวื่อตั้งชื่อให้ ตำรานี้ประกอบด้วยหา 52 บท 317 ตำรับ
- เล่มแรก เป็นตำรารักษาภาวะขาดประจำเดือน ตกขาวและความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์
- เล่มสอง ว่าด้วยความผิดปกติในการคลอด
- เล่มสาม ว่าด้วยความผิดปกติหลังคลอด
5. ระบบการศึกษาและการบริหารการแพทย์ ในยุคนี้มีการพัฒนาการที่สำคัญ คือ ค.ศ. 581 ในยุคราชวงค์สุย มีการก่อตั้ง ไท่อีเวี่ยน (Imperial Medical Institute หรือ สถาบันแพทย์หลวง) ซึ่งเดิมจำกัดขอบเขตงานอยู่ในเฉพาะในวังหลวง ได้ขยายออกไปทั่วประเทศ มีการเริ่มกิจการโรงเรียนแพทย์ เพิ่มระยะการฝึกอบรมเป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น
- อายุรแพทย์ทั้งระบบ เน้นโรคภายใน (Internal Medicine) ใช้เวลา 7 ปี
- อายุรแพทย์ภายนอก (External Medicine) ใช้เวลา 5 ปี
- กุมารแพทย์ ใช้เวลา 5 ปี
- แพทย์รักษาโรคตา หู คอ จมูก ใช้เวลา 2 ปี
ในยุคราชวงศ์ ถีง มีแพทย์ที่มีชื่อเสียง คือ
5.1 ซุนซือเหมี่ยว (Sun Simiao) (ค.ศ. 581 – 682) ขณะมีอายุ 71 ปี (ค.ศ. 652) ได้แต่งตำรา เซียนจินเอี้ยวฟาง (Thousand Ducat Formulae หรือตำรายาพันเหรียญทอง) เป็นหนังสือ 30 เล่ม ต่อมายังได้แต่ง อีก 30 เล่ม ชื่อตำรา เซียนจินอี้ฟาง (Supplement to the Thousand Ducat Formulae หรือ ภาคผนวกตำรายาพันเหรียญทอง) นักประวัติศาสตร์การแพทย์ เรียกตำราชุดนี้ว่า “สารานุกรมชุดแรกว่าด้วยเวชปฏิบัติในประวัติศาสตร์การแพทย์แผนโบราณของจีน (The First Encylopedia of Clinical Medicine in the History of Traditional Chinese Medicine)”
ตำราชุดนี้มีจุเด่นที่สำคัญ ดังนี้
- กล่าวถึงตัวยาถึง 4,000 ชนิด และอีก 2,000 ชนิดในภาคผนวก
- ให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพของปม่และเด็ก
- ให้ความสำคัญกับโภชนบำบัด มุ่งเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ “ทำงานเบาๆ เป็นประจำ อย่าหักโหมทำงานหนักเกินกำลัง” ให้ความเอาใจใส่กับตำรายาพื้นบ้าน ส่งเสริมการศึกษาเรื่องจริยธรรมวิชาชีพ ซุนซือเหมี่ยวได้รับยกย่องเป็น “เภสัชยราชา (Medicine King)”

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น